การประกวด นางงามเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตัวแทน การประกวด ของไทยไปประกวดเวทีมิสยูเวิร์สจนสามารถเข้าถึงรอบ Top 5 ได้ ซึ่งยากมากกว่าจะเข้ามาในรอบ 5 คนสุดท้ายได้ มารีญา  พูลเลิศลาภ เธอคือตัวแทนสาวไทยที่เข้าแข่งขันในปีนั้น เธอต้องมาเจอคำถามสุดหินที่เกี่ยวข้องการการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามมีอยู่ว่า  “อะไรคือการเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดในรุ่นของคุณ” ที่แม้ว่าเธอจะตอบคำถามนั้นได้ไม่แย่เลย หากแต่ยังไม่ถูกใจของเหล่าคณะกรรมการทั้งหลายมากพอ ที่จะให้เธอผ่านเข้าไปลุ้นมงกุฏรอบ 3 คนสุดท้ายอยู่ดี (แต่ ณ ตอนนั้น เธอก็แสดงให้เห็นโดยชัดเจนแล้วว่า เธอเชื่อในจุดยืนเรื่องการเคลื่อนไหวของเยาวชนอย่างแท้จริง) หรือหากจะย้อนกลับไปใกล้ ๆ 2 ปีที่ผ่านมากับการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 2019 ที่ประเทศไทยได้ตัดสินใจส่ง ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น เข้าชิงชัยในครั้งนั้น จะต้องพบกับชะตากรรมเดียวกันกับการประกวดรุ่นพี่คือเรื่องของการตอบคำถามที่เกี่ยวกับการเมืองที่ว่า “ระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความปลอดภัย รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับสิ่งงใดมากที่สุด” ซึ่งฟ้าใสก็ตอบว่า เธอคิดว่าเธอไม่สามารถเลือกได้หรอกว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญสิ่งไหนมากกว่ากันเพราะทั้งความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยต้องมาคู่กันทั้งสองอย่าง ซึ่งหลังจากจบการประกวดในครั้งนั้น ถึงแม้หลายคนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นา ๆ หากคำตอบแนวประนีประนอมของฟ้าใส ก็ยังไม่เข้าถึงใจของคณะกรรมการอยู่ดี

          ดังนั้นคุณหลายคนก็คงจะพอนึกภาพออกได้แล้วว่า ในปัจจุบันเวทีการประกวดการประกวดระดับโลกไปไกลมากกว่าแค่ “การรักเด็ก” หรือความสวยความงามแค่นั้น ที่คนภายนอกมักจะนึกถึง ซึ่งความเป็นจริงการประกวดโดนถูกผูกโยงไปกับการเมืองและสังคมโลกโดยสมบูรณ์แบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จนกลายเป็นเกณฑ์สุดหินครั้งใหม่ที่หลายประเทศต้องห้ำหั่น และขับเขี้ยวกันแบบสุดฤทธิ์เพื่อเฟ้นหาตัวแทนภายในประเทศให้ดีที่สุด

การประกวด

การประกวด กับการเมืองในการแสดงความคิดเห็น

จะเห็นได้จากการประกวด Miss Grand Thailand ประจำปี 2021 ที่ล่าสุดสาวงามจากจังหวัดระนองก็ได้ครองตำแหน่งอันสูงสุดไป ด้วยคำตอบที่ตรงแสนตรง เมื่อถูกตีแสกหน้าด้วยคำถามที่ว่า “จากสถานการณ์ของผู้ชุมนุมขณะนี้ ส่อเค้าความรุนแรงยิ่งขึ้น หากคุณได้มีโอกาสได้พูดคุยหรืออยากจะบอกกับฝ่ายใด ระหว่างฝ่ายผู้ชุมนุม หรือ ฝ่ายรัฐบาล และพูดอะไรเพื่อทำให้สถานการณ์นั้นดีขึ้น” ก่อนที่เธอจะพ่นคำตอบอย่างกล้าหาญต่อหน้าผู้คนนับหมื่นนับพันคนอย่างไม่ยี่หร่า คำตอบของเธอคือ “จากใจนะคะ ขอเลือกฝ่ายชุมนุม เพราะเรามีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็น และเราอยากจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติของเรา มากกว่านั้น อยากจะบอกรัฐบาลว่า “If you calling as Thailand we need you the real democracy and  moreover we need you get out to the country Thanks you” ซึ่งคำตอบของเธอทำให้เธอได้รับมงกุฎในปีนั้นไป และเธอยังได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนการประกวดยกใหญ่ แม้จะมีกระแสด้านลบตามมาเป็นเงาก็ตาม แต่นั่นคือเส้นทางที่เธอเลือกแล้ว ซึ่งนี่เองคือหมุดกาเปลี่ยนแปลงสำคัญบนเวทีการประกวดไทย

          “แล้วการประกวดควรเกี่ยวข้องหรือไม่” ก็คงจะตอบว่าควรอย่างยิ่ง เพราะทุกเรื่องนับเป็นเรื่องของการเมืองทั้งสิ้น ทุกมิติของชีวิตประจำวันที่ใช้อยู่ในเวลานี้ก็เกี่ยวข้องกับการเมืองในหลายมิติอย่างปฏิเสธไม่ได้ อีกทั้งบริบทของการประกวดในปัจจุบัน มิได้ประกวดเพื่อหาตัวแทนคนสวยอย่างที่เคยเป็นมา หากแต่เป็นการประกวดเพื่อหา Spokesperson  ซึ่งเป็นคนที่จะพูดแทน หรือเป็นกระบอกเสียง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลอื่นได้ด้วย นอกจากนี้เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เราก็จะเข้าใจว่า เวทีการประกวดการประกวด เปรียบเสมือนกระจกสะท้อน “ค่านิยม” สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมที่โคจรผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และเหนือสิ่งอื่นใด ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง ตัวสาวงามเองควรที่จะตระหนักถึงข้อนี้ให้มากว่า เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนที่โหวตหรือเลือกเข้ามานั่งในสภาได้ด้วยเสียงของตัวเองได้อย่างเต็มปากเต็มคำและกล้าหาญ

สามารถติดตาม ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ การประกวดกับการเมือง พร้อมกับสาระดี ๆ และมีประโยชน์ แบบนี้ได้ที่ >>  welldonedesign